Pink Bobblehead Bunny

วันจันทร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 11
วันศุกร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ.2560
  ความรู้ที่ได้รับ
  การสอนทักษะช่วยเหลือตนเองให้กับเด็กพิเศษ

 การเรียนรู้การดำรงชีวิตโดยอิสระให้ได้มากที่สุด
    - การรับประทานอาหาร
    - การเข้าห้องน้ำ
    - การแต่งตัว
    - กิจวัตรต่างๆในชีวิตประจำวัน

 ให้อิสระกับเด็กในการได้ช่วยเหลือตนเอง เด็กจะเลียนแบบการช่วยเหลือตนเองจากเพื่อนหรือผู้ใหญ่

 แบ่งทักษะการช่วยเหลือตนเองออกเป็นขั้นย่อยๆ (อย่างละเอียด)

การเข้าห้องส้วม

• เข้าไปในห้องส้วม                                         • กดชักโครกหรือตักน้ำราด
• ดึงกางเกงลงมา                                            • ดึงกางเกงขึ้น
• ก้าวขึ้นไปนั่งบนส้วม                                      • ล้างมือ
• ปัสสาวะหรืออุจจาระ                                      • เช็ดมือ
• ใช้กระดาษชำระเช็ดก้น                                  • เดินออกจากห้องส้วม
• ทิ้งกระดาษชำระในตะกร้า

การนำความรู้ไปใช้

การสอนเด็กพิเศษให้รู้จักทักษะการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวันจำเป็นจะต้องแบ่งขั้นตอนเป็นลำดับย่อยๆออกมาเพื่อให้เด็กเข้าใจ
        
การประเมินผล

ตนเอง : ตั้งใจเรียน และถามคำถามเมื่อสงสัย
เพื่อน :  ตอบคำถามอาจารย์
อาจารย์ : แสดงบทบาทสมมติให้ดูทำให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น



บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 10
วันศุกร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ.2560
  ความรู้ที่ได้รับ
   การส่งเสริมพัฒนาการและการปรับพฤติกรรมเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ
     เพื่อให้เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้ในชีวิตประจำวันใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ใกล้เคียงกับคนปกติมากที่สุด
 1)การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการศึกษา
 เพิ่มทักษะพื้นฐานด้านสังคม การสื่อสาร และทักษะทางความคิด
 เกิดผลดีในระยะยาว
 เน้นการเตรียมพร้อมเพื่อให้เด็กสามารถใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆแทนการฝึกแต่เพียงทักษะทางวิชาการ
แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualized Education Program; IEP)
โรงเรียนการศึกษาพิเศษเฉพาะทาง โรงเรียนนร่วม ห้องเรียนคู่ขนาน
 2)การฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคม
 การฝึกฝนทักษะในชีวิตประจำวัน (Activity Daily Living Training)
 การฝึกฝนทักษะสังคม (Social Skill Training)
 การสอนเรื่องราวทางสังคม (Social Story)
 3)การบำบัดทางเลือก
 การสื่อความหมายทดแทน (AAC)
 ศิลปกรรมบำบัด (Art Therapy)
 ดนตรีบำบัด (Music Therapy)
 การฝังเข็ม (Acupuncture)
 การบำบัดด้วยสัตว์ (Animal Therapy)
การสื่อความหมายทดแทน (Augmentative and Alternative Communication ; AAC)
- การรับรู้ผ่านการมอง (Visual Strategies)
- โปรแกรมแลกเปลี่ยนภาพเพื่อการสื่อสาร (Picture Exchange Communication System ; PECS)
- เครื่องโอภา (Communication Devices)
- โปรแกรมปราศรัย

บทบาทของครู

- ตำแหน่งการนั่งของเด็กไม่ควรให้นั่งติดหน้าต่างหรือประตู ให้เด็กนั่งแถวหน้าสุดใกล้โต๊ะครู
- จัดให้เด็กนั่งติดกับนักเรียนที่ไม่ค่อยเล่น ไม่ค่อยคุยในระหว่างเรียน

 การส่งเสริมทักษะต่างๆของเด็กพิเศษ
1. ทักษะทางสังคม
-เด็กพิเศษที่ขาดทักษะทางสังคมไม่ได้มีสาเหตุมาจากพ่อแม่
-การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันว่าเด็กจะมีพัฒนาการต่างๆอย่างมีความสุข
   กิจกรรมการเล่น
 การเล่นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ทักษะทางสังคม
 เด็กจะสนใจกันเองโดยอาศัยการเล่นเป็นสื่อ
นช่วงแรกๆเด็กจะไม่มองเด็กคนอื่นเป็นเพื่อน แต่เป็นอะไรบางอย่างที่น่าสำรวจ สัมผัส ผลัก ดึง
    ยุทธศาสตร์การสอน
 เด็กพิเศษหลายๆคนไม่รู้วิธีการเล่น ไม่รู้ว่าจะเล่นอย่างไร
 ครูเริ่มต้นจากการสังเกตเด็กแต่ละคนอย่างเป็นระบบ
จะบอกได้ว่าเด็กมีทักษะการเล่นแบบใดบ้าง
 ครูจดบันทึก
 ทำแผน IEP
     ครูปฏิบัติอย่างไรขณะเด็กเล่น
   อยู่ใกล้ๆและเฝ้ามองอย่างสนใจ ยิ้มและพยักหน้าให้ ถ้าเด็กหันมาหาครูไม่ชมเชยหรือสนใจเด็กมากเกินไป
เอาวัสดุอุปกรณ์มาเพิ่ม เพื่อยืดเวลาการเล่น
ให้ความคิดเห็นที่เป็นแรงเสริม
2. ทักษะภาษา
      การวัดความสามารถทางภาษา
 เข้าใจสิ่งที่ผู้อื่นพูดไหม
 ตอบสนองเมื่อมีคนพูดด้วยไหม
 หาสิ่งต่างๆไหม
 บอกเล่าเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นไหม
      ทักษะพื้นฐานทางภาษา
ทักษะการรับรู้ภาษา
 การแสดงออกทางภาษา
 การสื่อความหมายโดยไม่ใช้คำพูด

      ความรับผิดชอบของครูปฐมวัย
  การรับรู้ภาษามาก่อนการแสดงออกทางภาษา
  คอยให้เด็กตอบ (ชี้แนะหากจำเป็น) เป็นผู้ฟังที่ดีและโต้ตอบอย่างฉับไว (ครูไม่พูดมากเกินไป)
 ให้เด็กทำกิจกรรมกลุ่ม เด็กพิเศษได้มีแบบอย่างจากเพื่อน
 กระตุ้นให้เด็กบอกความต้องการของตนเอง (ครูไม่คาดการณ์ล่วงหน้า)
 เน้นวิธีการสื่อความหมายมากกว่าการพูด
 ใช้คำถามปลายเปิด


การประยุกต์ใช้/ความรู้
          ได้รู้จักบทบาทและหน้าที่ของครูปฐมมวัยในการส่งเสริมพัฒนาการและการปรับพฤติกรรมเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ และสามารถนำไปปฎิบัติต่อเด็กพิเศษได้
     
การประเมิน
           อาจารย์ : อาจารย์มีการยกตัวอย่างให้ฟังได้ละเอียดดี
           ตัวเอง : ตั้งใจฟังในส่วนของเนื้อหาเป็นอย่างดี
           เพื่อน: เพื่อนร่วมตอบคำถามเป็นช่วงๆ



บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 9
วันศุกร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ.2560
  ความรู้ที่ได้รับ


  
  

กิจกรรมมือนี้ของใครกัน

วาดมือของตนเอง โดยให้วาดมือที่ตรงข้ามกับข้างที่ถนัด รวมถึงต้องวาดเส้นลายมือของข้างที่คว่ำเอาไว้ด้วย จากนั้นให้เพื่อนตามหามือของผู้ที่วาดรูปนี้ให้เจอ โดยที่ไม่ได้เขียนชื่อเอาไว้ที่กระดาษ



บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 8
วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ.2560
  ความรู้ที่ได้รับ

 การศึกษาแบบเรียนรวม 

รูปแบบการจัดการศึกษา

➤ การศึกษาปกติทั่วไป (Regular Education)
➤ การศึกษาพิเศษ (Special Education)
➤ การศึกษาแบบเรียนร่วม (Integrated Education) >> เด็กพิเศษเรียนร่วมกับเด็กปกติ
↳ มีบางวิชาในระดับประถม เด็กพิเศษจะเข้ามาเรียนร่วมกับเด็กปกติ เช่น พละ  ศิลปะ ดนตรี
↳ เรียนร่วมเต็มเวลาในระดับอนุบาล ทางโรงเรียนจะเลือกเด็กที่อนุญาตให้เข้ามาเรียนร่วมกับเด็กปกติได้
➤ การศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education) >> เด็กพิเศษเรียนร่วมกับเด็กปกติ แต่มีความเสมอภาคมากกว่า โรงเรียนไม่มีสิทธิเลือกเด็ก

" Inclusive Education is Education for all " - Wilson (2007)
กิจกรรมวาดภาพดอกบัว


จากการวาดภาพดอกบัวทำให้ได้เรียนรู้ว่า ดอกบัวที่วาดก็เหมือนกับเด็ก เห็นเป็นอย่างไรก็ควรบรรยายไปตามนั้น ไม่ควรใส่ความรู้สึกของตนเองเข้าไป

ข้อควรระวังในการปฏิบัติ

- ครูต้องไวต่อความรู้สึกและสามารถตัดสินใจได้ล่วงหน้า
- ประเมินน้ำหนักความสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้น ควรแก้ปัญหาไปทีละอย่างจากหนักไปเบา
- ครูควรจดบันทึกเอาไว้ทุกวัน
- ครูไม่ควรตั้งชื่อระบุประเภทเด็ก
- ครูไม่ควรบอกพ่อแม่ว่าเด็กมีความผิดปกติให้เป็นหน้าที่ของหมอ

การบันทึกการสังเกต

✦ การนับอย่างง่ายๆ → นับจำนวนครั้งของการเกิดพฤติกรรม
✦ การบันทึกต่อเนื่อง → เขียนทุกอย่างที่เด็กทำกิจกรรม โดยครูไม่เข้าไปแนะนำ
✦ การบันทึกไม่ต่อเนื่อง → เป็นการบันทึกสั้นๆของพฤติกรรมแต่ละคน
   ครูควรตัดสินใจด้วยความระมัดระวัง ต้องดูด้วยว่าพฤติกรรมของเด็กที่เกิดขึ้นไปขัดขวางความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กหรือไม่ 

การนำความรู้ไปใช้

การเป็นครูต้องคำนึงถึงเด็กเป็นสำคัญ ต้องคอยสังเกตพฤติกรรมของเด็กอยู่ตลอด ไม่สามารถปล่อยปะละเลยได้ และควรที่จะจดบันทึกวันต่อวันมากกว่าสะสมไว้หลายๆวันแล้วค่อยจด เพราะอาจทำให้ลืมได้ นอกจากนี้ครูก็ไม่ควรวินิจฉัยและตัดสินทันทีว่าเด็กมีความผิดปกติ ครที่จะเป็นหน้าที่ของหมอ

การประเมินผล

ตนเอง : นำอุปกรณ์ในการปฏิบัติกิจกรรมมาตามคำสั่งของอาจารย์ ตั้งใจเรียนและจดความรู้เพิ่มเติม
เพื่อน : เตรียมอุปกรณ์ในการปฏิบัติกิจกรรมมากันอย่างพร้อมเพรียง
อาจารย์ : อธิบายและยกตัวอย่างให้เห็นทำให้สามารถเข้าใจได้ง่าย


บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 7
วันศุกร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ.2560
 ความรู้ที่ได้รับ
  8.เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ 
(Children with Behavioral and Emotional Disorders)
            ลักษณะของเด็กบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
       ➤ความวิตกกังวล (Anxiety) ซึ่งทำให้เด็กมีนิสัยขี้กลัว 
       ➤ภาวะซึมเศร้า (Depression) มีความเศร้าในระดับที่สูงเกินไป 
การจำแนกเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ ตามกลุ่มอาการ
ด้านความประพฤติ (Conduct Disorders)
       ➤ทำร้ายผู้อื่น ทำลายสิ่งของ ลักทรัพย์
       ➤ฉุนเฉียวง่าย หุนหันพลันแล่น และเกรี้ยวกราด
       ➤กลับกลอก เชื่อถือไม่ได้ ชอบโกหก ชอบโทษผู้อื่น เอะอะและหยาบคาย
ด้านความตั้งใจและสมาธิ (Attention and Concentration) 
       ➤จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งในระยะสั้น (Short attention span) อาจไม่เกิน 20 วินาที 
สมาธิสั้น (Attention Deficit)
       ➤มีลักษณะกระวนกระวาย ไม่สามารถนั่งนิ่งๆ ได้ หยุกหยิกไปมา พูดคุยตลอดเวลา มักรบกวนหรือเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่น
       ➤มีทักษะการจัดการในระดับต่ำ
ภาวะความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ระดับรุนแรง
       ➤อาการหลงผิด (Delusion)
       ➤อาการประสาทหลอน (Hallucination)
       ➤พฤติกรรมการทำร้ายตัวเอง

เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม ซึ่งจัดว่ามีความรุนแรงมาก
              เด็กสมาธิสั้น (Children with Attention Deficit and Hyperactivity Disorders) 
              เด็กออทิสติก (Autistic) หรือ ออทิสซึ่ม (Autisum) 
              เด็กสมาธิสั้น (Children with Attention Deficit Hyperactivity Disorders)
ADHD เป็นภาวะผิดปกติทางจิตเวชมีลักษณะเด่นอยู่ 3 ประการ คือ 
           Inattentivenessทำอะไรได้ไม่นาน วอกแวก ไม่มีสมาธิ ไม่สามารถจดจ่อกับงานที่กำลังทำได้นานเพียงพอ มักใจลอยหรือเหม่อลอยง่าย 
           Hyperactivityซุกซนไม่ยอมอยู่นิ่ง ซนมากเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา 
           Impulsivenessยับยั้งตัวเองไม่ค่อยได้ มักทำอะไรโดยไม่ยั้งคิด วู่วามขาดความยับยั้งชั่งใจ 
สาเหตุ
           ความผิดปกติของสารเคมีบางชนิดในสมอง เช่น โดปามีน (dopamine) นอร์อิพิเนฟริน (norepinephrine) 
ความผิดปกติในการทำงานของวงจรที่ควบคุมสมาธิ และการตื่นตัว อยู่ที่สมองส่วนหน้า (frontal cortex)



9. เด็กพิการซ้อน (Children with Multiple Handicaps) 
เด็กที่มีความบกพร่องที่มากกว่าหนึ่งอย่าง เป็นเหตุให้เกิดปัญหาขัดข้องในการเรียนรู้อย่างมาก
เด็กปัญญาอ่อนที่สูญเสียการได้ยิน เด็กปัญญาอ่อนที่ตาบอด เด็กที่ทั้งหูหนวกและตาบอด


การประยุกต์ใช้/ความรู้
           ได้ทราบถึง ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ได้รู้ถึงสาเหตุ และลักษณะพฤติกรรมของเด็กพิเศษแต่ละประเภท ซึ่งเราสามารถเอาสิ่งเหล่านี้ไปใช้รับมือกับเด็กประเภทได้


การประเมิน
           อาจารย์ : อาจารย์ มีการยกตัวอย่างทำให้เข้าใจในบางอาการ ทำให้เข้าใจยิ่งขึ้น
           ตัวเอง : ชอบที่อาจารย์มีการนำเอาตัวอย่าง เด็กพิเศษบางประเภทมาให้ดู 
           เพื่อน: เพื่อนตั้งใจฟังและตั้งใจเรียนป็นอย่างดี 




บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 6
วันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม พ.ศ.2560
 ความรู้ที่ได้รับ
  
  วันนี้อาจารย์ได้พาไปสังเกตเด็กที่มีความต้องการพิเศษที่โรงเรียนเกษมพิทยา จะเห็นได้จากการที่ได้ไปสังเกตเด็กที่มีความต้องการพิเศษ โดยเด็กแต่ละคนมีอาการแตกต่างกันไปตามโรค เช่น เด็กที่เป็นโรคออทิสติก บางคนจะมีความรุนแรงทางอารมณ์ เมื่อไม่พอใจก็จะมีการตบตีคนข้างๆ แต่สามารถเรียนรู้ได้เช่นเดียวกับเด็กปกติแต่อาจช้ากว่าเด็กปกติ สามารถเล่นร่วมกับเด็กปกติคนอื่นได้ เด็กออทิสติกบางคนดูแทบไม่ออกว่าเป็นโรคออทิสติก เพราะไม่ออกทางหน้าตา น้องบางคนก็มีพัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อยๆจนน่าชื่นชม แต่น้องบางคนก็มีอาการหนัก ไม่มีการพัฒนาขึ้นแต่อย่างใด




การนำความรู้ไปใช้

เมื่อนำความรู้ที่ได้จากในห้องเรียนมาประกอบกับการได้สังเกตเด็กที่มีความพิเศษจึงทำให้ได้เข้าใจในตัวเด็กที่มีความต้องการพิเศษมากขึ้น เข้าใจว่าควรทำอย่างไรเมื่อเขาแสดงออกแบบนี้




บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 5
วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560

 ความรู้ที่ได้รับ
 เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ 

             (Children with Learning Disabilities)

                       เรียกย่อ ๆ ว่า L.D. (Learning Disability)
          เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้เฉพาะอย่าง ไม่นับรวมเด็กที่มีปัญหาเพียงเล็กน้อยทางการเรียน เด็กที่มีปัญหาเนื่องจากความพิการ หรือความบกพร่องทางร่างกาย
สาเหตุของ LD
          ความผิดปกติของการทำงานของสมองที่ไม่สามารถถอดรหัสตัวอักษรออกมาได้ (เชื่อมโยงภาพ ตัวอักษรเข้ากับเสียงไม่ได้)กรรมพันธุ์
ลักษณะของเด็ก LD ด้านการอ่าน
อ่านช้า อ่านคำต่อคำ ต้องสะกดคำจึงจะอ่านได้
อ่านออกเสียงไม่ชัดเจน
อ่านข้าม อ่านเพิ่มคำ อ่านผิดประโยคหรือผิดตำแหน่ง
ผันเสียงวรรณยุกต์ไม่ได้
ลักษณะของเด็ก LD ด้านการเขียน
เขียนพยัญชนะหรือตัวเลขสลับกัน   เช่น ม-นภ-ถด-คพ-ผ, b-d, p-q, 6-9
เขียนพยัญชนะ ก-ฮ ไม่ได้ แต่บอกให้เขียนเป็นตัวๆได้
อาการที่มักเกิดร่วมกับ LD
มีปัญหาความเข้าใจเกี่ยวกับเวลา
งุ่มง่ามการประสานงานของกล้ามเนื้อไม่ดี
การประสานงานของสายตา-กล้ามเนื้อไม่ดี
สมาธิไม่ดี (เด็ก LD ร้อยละ 15-20 มีสมาธิสั้น ADHD ร่วมด้วย)


 การประยุกต์ใช้/ความรู้
            เราสามารถเรียนรู้เข้าใจถึงสาเหตุและอาการที่มักเกิดร่วมกับเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ 
     
การประเมิน
           อาจารย์ : อาจารย์มีการยกตัวอย่างให้ฟังพร้อมทั้งมีคลิปวีดีโอ
           ตัวเอง : ตั้งใจฟังและสนุกสนานไปกับเนื้อหา
           เพื่อน: เพื่อนร่วมตอบคำถามเป็นช่วงๆ



บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 11 วันศุกร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ.2560   ความรู้ที่ได้รับ    การสอนทักษะช่วยเหลือตนเองให้กับเด็กพิเศษ  การเรียนรู้ก...